สร้าง  Virtual Devices  ใน Andriod Studio

ในการพัฒนา mobile ด้วย react native  จะต้องมีการเตรียม virtual devices สำหรับ android มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

สร้าง  virtual device

เลือก พัฒนา บน Android 6


เพิ่ม path ในระบบ เลือกให้ถูกต้องกับระบบที่ใช้งานอยู่

เริ่มต้น พัฒนา mobile project  ด้วย  react native  ให้ติดตั้ง  node ในเครื่องให้เรียบร้อย
ใช้  npm  เพื่อติดตั้ง

ต่อมาให้ติดตั้ง app ชื่อ expo และ กด Scan QR Code ไปยัง bar code เพื่อทำการเชื่อมต่อระหว่าง app.js และเครื่อง มือถือเรา

หากเราต้องการ  run ใน emulator    ให้กด a

ในบทต่อไปก็จะเริ่มต้นในการพัฒนา React Native  ด้วยการสร้าง  project  และทำการ customize app.js  

แนะนำ Flutter UI Framework

Flutter คือ Google Mobile ui framework ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สามารถพัฒนา application ให้มีความสวยงามและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
รองรับการพัฒนา Native App ทั้ง IOS และ Android การใช้งานสามารถใช้ร่วมกับ IDE เช่น Android Studio, Visual Code , Intellij เป็นต้น

การติตตั้งร่วมกับ Android Studio ด้วยการคิดตั้ง plugin ดังนี้

ติดตั้ง flutter command
การติดตั้งจะติดตั้ง จาก github ดังนี้

 

อ้างอิงจาก https://flutter.io/get-started/editor/
การใช้งานร่วมกับ Visual Code สามารถทำได้ดังนี้


Validate Setup

การ start ios simulator

พัฒนา React Native Android App บน Windows 10

ติดตั้ง Node.js บน window เปิด web https://nodejs.org/en/ เลือก current version

ขั้นตอนการติดตั้ง

verify ด้วย command

 
Download java (jdk) http://www.oracle.com/technetwork/java/javase/downloads

verify

เพิ่ม JAVA_PATH ใน system variable

ติดตั้ง Android Studio
เปิด web https://developer.android.com/studio/index.html
Download และติดตั้ง

เพิ่ม ANDROID_HOME C:\Users\\AppData\Local\Android\Sdk

เพิ่ม target platform (SDK manager)

เลือก virtual Device สำหรับ เป็น Emulator (จะต้องปิด Hyper-V )ด้วย

flask-logo

พัฒนา API ด้วย Flask Application

Flask คือ python webframe work เรียนรู้ได้ง่าย Flask object ที่ทำการ implement WSGI application และมีประสิทธิภาพ มาเรียนรู้ที่จะเริ่มต้นการพัฒนา ไปดูตัวอย่าง ได้ที่ http://flask.pocoo.org/
ติดตั้ง Flask ด้วย pip

Flask application เลือกสร้างได้ สองแบบ
1 สร้าง app.py ด้วยการสร้าง module (ไฟล์ที่มีนามสกุล py) เหมาะกับ application ขนาดเล็ ไม่ได้มีความซับซ้อน

2 สร้าง app.py ด้วยการสร้าง python package (Directory ที่มีไฟล์ __init__.py)

มาดูตัวอย่างแบบง่ายๆๆ ก่อนครับ ให้สร้าง python module

วิธีการ Run


class flask.Flask(import_name, static_path=None, static_url_path=None, static_folder='static', template_folder='templates', instance_path=None, instance_relative_config=False, root_path=None)

import_name จะแทนค่าด้วย __name__ เมื่อมีการเรียก Flask() constructor จะได้รู้ว่าเป็นของ Application อะไร

แต่หากเราได้ประกาศ application ไว้ใน application/app.py สามารถมีทางเลือกที่จะเรียก Flask contructor ได้ดังนี้

parameter ที่สามารถกำหนดให้แก่ constructor

import_name ชื่อ application package
static_url_path path ของ static file สามารถกำหนดได้แต่หากไม่มีการกำหนดจะใช้ค่า Default คือ  static_folder
static_folder  folder  ที่ใช้สำหรับ static file ที่จะใช้สำหรับ static_url_path โดยค่า default คือ static  folder ที่ root ของ application
 template_folder  folder ที่ทำหน้าที่เก็บ  templatesโดยค่า default คือ templates folder ที่ root application
root_path Flask  กำหนดให้เอง อัตโนมัติ เพื่อกำหนด root path ของ Application

คราวนี้ลองมาสร้าง flask app ใน application/__init__.py  อ้างอิงโครงสร้างแบบที่  2 จากด้านบน แต่ การ start application  จะมีสร้าง file ใหม่ที่จะใช้สำหรับการ start  ชื่อ <code>setup.py</code> ไว้ ดังโครงสร้าง

คราวนี้ก็มาสร้าง file ดังนี้
1) file __init__.py สำหรับ flask application

2) views.py
1) file views.py สำหรับ กำหนด route

Circular imports
ในกรณีที่ views.py มีการ import myapp และ ใน __init__.py ก็มีการ import myapp.views แสดงว่า module มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ที่จริงเราไม่ได้ใช้งาน views ที่เรา import เข้ามาใน __init__.py เพียงต้องการที่จะทำให้มั่นใจว่า module จะต้อง import เข้ามา และเราจะวางไว้ ล่างสุดของ file

3 run app

Flask configuration
สร้าง file config ชื่อว่า config.py โดย เป็นfile ที่ใช้สำหรับการ ตั้งค่า configuration ค่า ตัวแปรใน Config ใช้เป็นอักษรตัวใหญ่

โหลด config ใน application

Run App

Dev Environment Fedora 28

กำหนดการของการ release fedora 28
2018-04-03 Beta Release (Target #1)
2018-04-17 Final Freeze (*)
2018-05-01 Fedora 28 Final Release (GA) (Preferred Target)
2018-05-08 Fedora 28 Final Release (GA) (Target #1)

ติดตั้ง Dev Environment สำหรับ Fedora 28 วางแผนการใช้งาน Vagrant บน Linux libvirt ไม่ใช่ผ่านทาง Virtualbox มีขั้นตอนดังนี้
1) ติดตั้ง package ที่จำเป็น และ ต้องมีการ enable vt-x ใน Bios ก่อน

2) install Virt-manager เพื่อใช้เป็น gui

default network libvirt จะใช้ network ชื่อ virbr0 192.168.122.0/24

3 ต่อมาให้ติดตั้ง vagrant plugin

file Vagrantfile ที่ปรับเปลี่ยนตามความต้องการ

เริ่มต้น boot image

หากต้องการใช้งาน image อื่นสามารถไปค้นหาได้ที่ http://www.vagrantbox.es/ และ https://app.vagrantup.com/boxes/search

4 Connect ไปยัง box

5 ติดตั้ง Docker ใน vm ที่สร้างจาก Vagrant

6 ทดสอบ Django
– สร้าง directory ว่างๆ
– สร้าง Dockerfile

สร้าง Dockerfile
สร้าง requirements.txt
สร้าง docker-compose.yml

install docker-compose

silos-monitoring-dashboard

ThingsBoard IOT Dashboard บน Centos 7

ติดตั้ง thingsboard บน centos 7 และใช้งานร่วมกับ postgresql มีขั้นตอนดังนี้
1). ติดตั้ง java 8

เปิด firewall

2). ติดตั้ง postgresql

3). ตั้งค่า config

4) สร้างฐานข้อมูล

5) ติดตัง thingsboard

6) config

ตั้งค่า memory

ตั้งค่า crontab ให้มีการ restart service เวลา 9.00 am, 21.00 pm

7). หลังจากติดตั้งเรียบร้อย ให้run script

เปิด http://your-ip::8080

ติดตั้ง openstreet map บน ubuntu 16.04

ขั้นตอนการติดตั้ง openstreet map บน ubuntu server มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1). update server

2). ติดตั้ง dependencies

3). ติดตั้ง postgres

จะสร้าง user ชื่อว่า postgres ในระหว่างการติดตั้ง ที่มีสิทธิในการเเข้าใช้ ฐานข้อมูล ถือว่าเป็น user root ของ postgres database การใช้งานฐานข้อมูล ในครั้งแรก ให้ทำการ login เป็น postgres ต่อมาจะสร้าง database ชื่อ osm และ database ชื่อ gis

สร้าง hstore และ postgis extension

ออกจาก postgres user


4) ติดตั้ง osm2pgsql เป็น เครื่องเมื่อที่จะ บันทึก openstreep map สู่ ฐานข้อมูล postgres


5) ติดตั้ง Mapnik เป็นเครื่องมือ ที่ใช้สำหรับการ render ทำงานร่วมกับ mod_tile

6) ติดตั้ง mod_tile

7). สร้าง unix user ชื่อ osm เพื่อเป็น user สำหรับการใช้งาน

8) ติดตั้ง carto ด้วย node เพื่อใช้ compile carto project ให้ mapnik.xml

9) Download openstreetmap-carto version ล่าสุด และ convert project.mml สู่ mapnik.xml

10) Download ข้อมูลแผนที่จาก http://download.geofabrik.de/ เลือก Asia > Thailand

11) บันทึกใน ฐานข้อมูล

อธิบายคำสั่ง
-d gis Database ที่ใช้ชื่อ gis
--create Load data สู่ ฐานข้อมูล ที่ยังว่าง
--slim ใช้ตาราง slim ตอน rendering
-G
--hstore
--tag-transform-script
-C 2500 พื้นที่หน่วยความจำที่ osm2pgsql ใช้ในการ import
--number-processes 1 ใช้ จำนวน CPU
verify


12). Download shapefile

13). Download Fonts

14 ตั้งค่า

15). ตั้งค่า apache

บันทึก file

16) เพิ่ม virtual host

เพิ่มในระหว่างบันทัดของ “ServerAdmin” และ “DocumentRoot”

17) restart server

18 start service renderd

19) กำหนดให้ renderd ทำงาน ใน backgroud mode

20 ทดสอบร่วมกับ openlayer

สร้าง file index.html และแทนค่า your-ip ด้วย ip ของ server

ติตตั้ง STS (Spring Tool Suite) บน Eclipse

Spring Tool Suite (STS) เป็นส่วน ขยาย ของ Eclipse IDE เพื่อใช้สำหรับ พัฒนา  Spring Application มีขั้นตอนดังนี้

1).  ไปยัง market place

2). ให้ค้นหาคำว่า sts

3). ยืนยัน package

4). ยืนยัน license

5). restart eclipse

เมื่อ report เปิดขึ้นมาใหม่ จะเห็น spring framework

6) เปลี่ยน perspective

เลือก spring

8) สร้าง spring boot project

9) ใส่ข้อมูล application

10)จะได้โครงสร้างของตัวโปรเจค

พิจารณา ไฟล์ pom.xml

 

พิจารณาไฟล์  HelloSpringBootApplication.java

11). build dependency

12). Run Spring

ติดตั้ง Maven บน Eclipse

มีขั้นตอนดังนี้
1. กด Help จากเมนูใน Eclipse และเลือก Install New Software

2.กดปุ่ม Add จะได้หน้า window ใหม่เปิดขั้นมาก ให้ใส่ url สำหรับ maven repository

3. ตั้งชื่อ name ว่า Maven และ location ตั้งเป็น http://download.eclipse.org/technology/m2e/releases/

4. ให้กดเลือก package และ กด next

และ กด next อีกครั้ง

5. ยอมรับ Term and condition

6. สร้าง project ใหม่

และต่อมา

7 เลือก quickstart

8 เลือก groupid, artifactid และ กด finish

9. สำรวจตัวโครงสร้าง ของ project ที่สร้าง

ให้เพิ่ม ใน pom.xml เพื่อระบุ version ที่จะ Compile

10. เลือก preference

11. Verify ด้วยการ build

12. กำหนด goal clean verify และกด run

ผลที่ได้หามี การ run success

13. ลองไปสำรวจ dependecy ที่ maven repository

และนำค่าที่ได้ไปใส่ไว้ select Dendency
14. การเพิ่ม Dependency โดยให้กด tab ที่มีชื่อว่า Dependencies และกดปุ่ม Add


15. ผลที่ได้ จะเพิ่ม dependency

16. กลับไปดูในหน้า ของ pom.xml จะมีข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้

 

Deep Learning: Tensorflow

เรียนรู้ ใช้งาน Google’s Deep Learning Framework ที่ได้รับนิยม คือ TensorFlow ผ่านภาษา python3 เพื่อเรียนรู้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีการวิเคราะห็แบบ BigData นำมาผ่าน Machine Learning เพื่อให้เรียนรู้ ข้อมูล (algorithms) ในรูปแบบที่เป็น multi-layer neural networks ผลลัพท์ที่ได้ คือ Data Model ที่จะนำไปใช้งานต่อไป

จากรูปจะสังเกตุได้ถึงกระบวนการของ Training Pipeline ที่ tensorflow ได้นำมาใช้วิเคราะห์ ผ่านทาง neutron network ที่จะให้คอมพิวเตอร์ สามารถเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ในการเริ่มต้นการเรียนรู้ จะเริ่มต้นด้วยการใช้งานผ่านทาง ภาษา python ที่จะมีความเรียบง่าย และมีประสิทธิภาพ

Architecture Tensorflow

มีขั้นตอนการติดตั้งดังนี้

1). ติดตั้ง จะเป็นการติดตั้งผ่านทาง pip (package manager by python)
on mac

on linux ภายใต้ virtual environment ของ python